เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

วันเสาร์

09.00-17.00 น.

เราช่วยคุณได้

@oneworldtour

Travel License : 11/05298

Georgia เมือง 2 ทวีป แห่งวัฒนธรรมผสมผสาน

Georgia เมือง 2 ทวีป แห่งวัฒนธรรมผสมผสาน

392

Georgia สุดเขตเอเชีย แหล่งวัฒนธรรมผสมผสานสไตร์ยุโรปGeorgia ดินแดนแห่งหุบเขาอันเขียวขจีที่แผ่ขยายไปด้วยไร่องุ่น ไปจนถึงโบสถ์เก่าแก่และหอสังเกตการณ์อายุหลายศตวรรษตั้งกระจายอยู่เหนือภูเขาสูงตระหง่านอันสวยงาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทบิลิซีได้กลายเป็นหนึ่งในเมืองที่เจ๋งที่สุดในยุโรป ด้วยผับบาร์ที่กำลังเติบโต ร้านอาหารระดับโลก และไวน์ธรรมชาติที่คัดสรรมาอย่างดี ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นจุดที่ฮิปที่สุดในภูมิภาคได้อย่างง่ายดาย  จอร์เจียตั้งอยู่ที่ปลายด้านตะวันออกของทะเลดำบนปีกด้านใต้ของยอดหลักของเทือกเขาคอเคซัส (Greater Caucasus) มีอาณาเขตติดต่อกับรัสเซียทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ทางตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ติดอาเซอร์ไบจาน ทางใต้ติดอาร์เมเนียและตุรกี และทางตะวันตกติดทะเลดำ รากเหง้าของชาวจอร์เจียแผ่ขยายลึกลงไปในประวัติศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรมของพวกเขามีความเก่าแก่และมั่งคั่งเท่าเทียมกัน ในช่วงยุคกลาง อาณาจักรจอร์เจียอันทรงพลังได้ดำรงอยู่ สูงถึงระดับสูงสุดระหว่างศตวรรษที่ 10 ถึง 13 หลังจากการปกครองของตุรกีและเปอร์เซียมาเป็นเวลานาน จอร์เจียก็ถูกผนวกโดยจักรวรรดิรัสเซียในศตวรรษที่ 19 จอร์เจียเป็นรัฐอิสระระหว่างปี 1918 ถึง 1921 เมื่อรวมเข้ากับสหภาพโซเวียต ในปี 1963 จนกระทั่งการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ในช่วงยุคโซเวียต เศรษฐกิจจอร์เจียนมีความทันสมัยและมีความหลากหลาย จอร์เจียเป็นสาธารณรัฐที่มีแนวคิดเรื่องเอกราชมากที่สุดแห่งหนึ่ง จอร์เจียประกาศอำนาจอธิปไตยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1989 และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 9 เมษายน 1991 ทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเวลาของความไม่มั่นคงและความไม่สงบในจอร์เจีย เนื่องจากรัฐบาลหลังประกาศอิสรภาพชุดแรกถูกโค่นล้ม และขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้เกิดขึ้นในเซาท์ออสซีเชียและอับคาเซีย (South Ossetia and Abkhazia)  ภูมิประเทศของจอร์เจียส่วนใหญ่เป็นภูเขา และมากกว่าหนึ่งในสามปกคลุมด้วยป่าไม้ จอร์เจียมีภูมิประเทศหลากหลายที่น่าทึ่ง ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลดำกึ่งเขตร้อน ไปจนถึงน้ำแข็งและหิมะที่แนวยอดของเทือกเขาคอเคซัส ความแตกต่างดังกล่าวทำให้พื้นที่ค่อนข้างเล็กของประเทศมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาของจอร์เจียอาจแบ่งออกเป็นสามแบบ ทั้งหมดทอดยาวจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ทางทิศเหนือเป็นแนวกำแพงของเทือกเขาเกรทเทอร์คอเคซัส ซึ่งประกอบด้วยแนวเทือกเขาขนานและแนวขวางที่พุ่งสูงขึ้นไปทางทิศตะวันออก และมักจะคั่นด้วยโตรกธารและป่าลึก ยอดเขาที่งดงามตระการตา ได้แก่ ยอดเขา Shkhara ซึ่งสูง 16,627 ฟุต (5,068 เมตร) เป็นจุดที่สูงที่สุดในจอร์เจีย และ Mounts Rustaveli, Tetnuld และ Ushba ซึ่งทั้งหมดสูงกว่า 15,000 ฟุต ปล่องของภูเขาไฟ Mkinvari (Kazbek) ที่ดับแล้วอยู่เหนือเทือกเขา Bokovoy ทางตอนเหนือสุดจากความสูง 16,512 ฟุต  แนวยอดเขาที่สำคัญจำนวนหนึ่งขยายออกไปทางทิศใต้จากระยะกลาง รวมถึงของยอดเขา Lomis และ Kartli (Kartalinian) ที่ตั้งฉากกับแนวเทือกเขาคอเคเซียน จากแนวชายฝั่งที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งของพื้นที่สูงและสวยงามเหล่านี้ประกอบด้วยลำธารและแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ความลาดชันทางตอนใต้ของเทือกเขาเกรทเทอร์คอเคซัส ประกอบด้วยที่ราบลุ่มภาคกลางที่เกิดขึ้นจากความกดอากาศต่ำทางโครงสร้างขนาดใหญ่ ที่ราบโกลคิดาใกล้ชายฝั่งทะเลดำถูกปกคลุมด้วยชั้นหนาของตะกอนที่เกิดจากแม่น้ำซึ่งสะสมมาเป็นเวลาหลายพันปี แม่น้ำสายสำคัญของจอร์เจียตะวันตก ได้แก่ แม่น้ำ Inguri, Rioni และ Kodori ซึ่งไหลลงมาจากเทือกเขาเกรทเทอร์คอเคซัส ซึ่งไหลผ่านพื้นที่กว้างสู่ทะเล ภูมิภาคนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งผ่านการเพาะปลูกพืชกึ่งเขตร้อนและพืชเชิงพาณิชย์อื่นๆ ทางด้านทิศตะวันออก มีเทือกเขา Meskhet และ Likh ซึ่งเชื่อมระหว่างเทือกเขาคอเคซัสและที่ราบสูงคอเคซัส (Greater and Lesser Caucasus) ระะหว่างแอ่งของทะเลดำและทะเลแคสเปียน ในจอร์เจียตอนกลาง ระหว่างเมือง Khashuri และ Mtsʿkhetʿa (เมืองหลวงโบราณ) เป็นที่ราบสูงชั้นในที่เรียกว่าที่ราบ Kartli (Kartalinian) ล้อมรอบด้วยภูเขาทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตก ที่ปกคลุมไปด้วยตะกอนดินเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ที่ราบสูงนี้ทอดยาวไปตามแม่น้ำ Kura (Mtkvari) และแม่น้ำสาขาอื่นๆ ทางใต้ของดินแดนจอร์เจียมีทิวเขาและที่ราบสูงคอเคซัส ซึ่งสูงกว่าที่ราบชายฝั่งที่แคบและเป็นแอ่งน้ำไปถึงระดับความสูง 10,830 ฟุตบนยอดเขา Didi-Abuli  เนื่องจากมีแนวกั้นของเทือกเขาคอเคซัสที่ปกป้องจอร์เจียจากอากาศเย็นจากทางเหนือ ในขณะที่เปิดรับอิทธิพลของอากาศที่อบอุ่นและชื้นจากทะเลดำอย่างต่อเนื่อง จอร์เจียตะวันตกมีภูมิอากาศแบบกึ่งเขตร้อนชื้นแบบกึ่งเขตร้อน ในขณะที่จอร์เจียตะวันออกมีภูมิอากาศหลากหลายตั้งแต่แบบชื้นปานกลางไปจนถึงแบบกึ่งเขตร้อนแบบแห้ง 

ไอซ์แลนด์ (Iceland) : THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

ไอซ์แลนด์ (Iceland) : THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

420

ไอซ์แลนด์ (Iceland) ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง …ที่ตั้งของกลาเซียที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป และภูเขาไฟที่ยังมีพลังมากที่สุดในโลก ดินแดนแห่งแสงสว่างและความมืดนี้มีฤดูร้อนที่ยาวนานที่เราสามารถเห็นแสงอาทิตย์ได้ 24 ชั่วโมง และจะออกมาจากขอบฟ้าเพื่อมาทักทายกับผู้คนแค่ไม่กี่ชั่วโมงในฤดูหนาว ไอซ์แลนด์ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1,000 ปีก่อนในช่วงยุคแห่งการสำรวจและตั้งถิ่นฐานของพวกไวกิ้ง เป็นดินแดนที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนของสภาพภูมิอากาศภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปส่องประกายระยิบระยับอย่าง Vatna Glacier (Vatnajökull) ที่พาดผ่านเทือกเขาที่สวยงาม น้ำพุร้อนที่อุดมสมบูรณ์ให้ความอบอุ่นแก่บ้านเรือน และกระแสน้ำนอกชายฝั่งกัลฟ์สตรีมให้สภาพอากาศที่อบอุ่นให้กับผู้คนอาศัยอยู่ทางตอนเหนือสุดของโลก ภูเขาไฟอีกประะมาณ 130 แห่งซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลักษณะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไอซ์แลนด์ยังเป็นที่ตั้งของหลุมอุกกาบาตหลายแห่ง โดยเฉพาะในเขตภูเขาไฟตะวันตกที่บางแห่งได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกในปี 2010 การปะทุเล็กน้อยที่ภูเขาไฟ ‘เอยาฟยาตลาเยอคุตล์’ (Eyjafjallajökull) ทำให้การเดินทางทางอากาศทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือหยุดชะงักเนื่องจากเถ้าภูเขาไฟจำนวนมากที่พ่นออกมาเป็นเวลาถึงหกวัน

Switzerland 10 day 1-13 THE COMPASS BY ONE WOTLD TOUR

Switzerland 10 day 1-13 THE COMPASS BY ONE WOTLD TOUR

390

Switzerland 10 วัน #1?? ️“สวิตเซอร์แลนด์” ประเทศเล็กๆ ในทวีปยุโรปตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศนั้นอยู่บนเทือกเขาแอลป์ เทือกเขาที่ใหญ่สุดของทวีปยุโรปที่มีความหลากหลายทางภูมิประเทศ ทั้งยอดเขาสูง ทุ่งหญ้า น้ำตก “การ์เซีย” “Glacier” หรือธารน้ำแข็งที่แทรกตัวอยู่ตามภูเขาสูง รวมทั้งหมู่บ้านชนบทที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปตามเนินเขา ผู้คนที่เป็นมิตร การเดินทางที่สะดวกสบาย ไม่แปลกใจเลยที่นักเดินทางหลายคนต่างตกหลุมรักประเทศนี้… เราเริ่มต้นเที่ยวรายการนี้จากเมืองทิราโน่ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือทางของแคว้นลอมบาร์เดีย ประเทศอิตาลี ที่เวลาเพียงเล็กน้อยเพียงพอสำหรับการเดินเล่น เมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบแห่งนี้มีแม่น้ำแอดด้าสายน้อยไหลผ่าน กลางเมืองเป็นที่ตั้งของวิหารพระแม่มารี วิหารสไตล์เรอเนสซองส์ที่สร้างในปี 1505 ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สำคัญของเมือง…ทิราโน่อาจจะไม่มีอะไรที่โดดเด่น แต่ทิราโน่คือจุดเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปนั่นคือรถไฟสาย “Bernina Express” ที่เราจะนั่งเพื่อเดินทางข้ามเทือกเขาอัลไพน์สู่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์กันครับ

GRAND GERMANY 11 DAY 1-18 THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

GRAND GERMANY 11 DAY 1-18 THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

373

Grand Germany 11 วัน 16 เมือง ‘โคโลญ’ เมืองใหญ่ที่สุดที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำไรน์ สร้างเมื่อปี 51 ในสมัยจักรพรรดิ์เคลาดิอุสแห่งอาณาจักรโรมัน โคโลญก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆในเยอรมันที่โดนผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆได้รับความเสียหายทั้งเมือง มีเพียง ’มหาวิหารโคโลญ’ ที่ยังตั้งเด่นเป็นสง่าท่ามกลางกองซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือน วิหารคาธอลิกแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 632 ปี (1248-1880) ในแบบสถาปัตยกรรมกอธิค และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 1996 อีกหนึ่งกิจกรรมที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเที่ยวเยอรมันคือการล่องเรือชมบรรยากาศของแม่น้ำไรน์…เราเริ่มล่องเรือจากเมืองเล็กๆ ที่ชื่อ ‘เซนต์กอร์’ สู่เมือง ‘บ๊อบพาร์ด’ ผ่านหมู่บ้าน และไร่องุ่นที่เรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่ง ต้นแม่น้ำสายนี้มาจากไหลมาจากเทือกเขาแอลป์ผ่านหลายประเทศในยุโรป ช่วงที่ไหลผ่านเข้ามาในประเทศเยอรมันถือว่าเป็นช่วงที่มีความยาวมากที่สุด แม่น้ำไรน์ได้รับการยกย่องเป็นแม่น้ำที มีความสําคัญในยุโรมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมันในเรื่องของการขนส่งสินค้า และยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการทำสงครามซึ่งเราจะเห็นได้จากการที่มีป้อมปราการและปราสาทโบราณตั้งอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำไรน์ให้เราได้เห็นตลอดในระหว่างล่องเรือ#Covid19จบเราจะไปเที่ยวกัน 

เยอรมันเหนือ – เดนมาร์ก * ฮันซีติก 11 วัน 1-20 THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

เยอรมันเหนือ – เดนมาร์ก * ฮันซีติก 11 วัน 1-20 THE COMPASS BY ONE WORLD TOUR

244

เยอรมันเหนือ – เดนมาร์ก * ฮันซีติก 11 วัน #16 ?? ?? เหล่านกนางนวลบินร่อนฝ่าสายลมที่พัดพาอากาศบริสุทธิ์แห่งท้องทะเลเข้ามาสู่มืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว… ‘คีล’ Kiel เมืองหลวงของรัฐชเลสวิก –โฮลชไตน์ทางตอนเหนือของเยอรมัน จากหมู่บ้านของชาวเดนมาร์กในศตวรรษที่ 8 ได้ถูกผนวกโดยปรัสเซียจนกระทั่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในปี 1871 คีลเข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มฮันซีติกในปี 1284 แต่ก็ถูกขับออกจากกลุ่มในปี 1431 เนื่องจากเป็นพื้นที่หลบภัยของเหล่าโจรสลัด ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองคีลเป็นแหล่งผลิตเรือดำน้ำที่สำคัญของเยอรมัน จึงเป็นเป้าหมายของการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นผลให้เมืองถูกทำลายอย่างหนัก ทำให้อาคารเก่าแก่หลายแห่งพังทลาย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ได้รับการบูรณะหลังปี 1945 เช่น จัตุรัสเมืองเก่า Alter Markt และอาคารที่ตั้งบนถนน Holstenstrasse ซึ่งเป็นย่านคนเดินเท้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมันได้ฟื้นคืนความรุ่งเรืองในอดีต โบสถ์เซนต์นิโคลัส โบสก์สไตล์โกธิก และพระราชวังดยุกแห่งโฮลชไตน์-กอททอร์ป ซึ่งอนาคตซาร์ปีเตอร์ที่ 3 แห่งรัสเซียประสูติ ณ พระราชวังแห่งนี้

5 ขุมทรัพย์ แหล่งท่องเที่ยว สวิตเซอร์แลนด์ #SWITZERLAND DREAM NOW – TRAVEL LATER

5 ขุมทรัพย์ แหล่งท่องเที่ยว สวิตเซอร์แลนด์ #SWITZERLAND DREAM NOW – TRAVEL LATER

203

5 ขุมทรัพย์ แหล่งท่องเที่ยว สวิตเซอร์แลนด์การท่องเที่ยวแห่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิด “5 ขุมทรัพย์” ด้านการท่องเที่ยว ที่นักเดินทางที่มีระดับควรจะต้องรู้จักสวิตเซอร์แลนด์มีสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการประกาศโดย ยูเนสโกไม่ต่ำกว่า 13 แห่ง สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจ มรดกอันทรงคุณค่าเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแก่นสาระแห่งการท่องเที่ยวของสวิตเซอร์แลนด์ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ คุณภาพ และความหลากหลาย5 ขุมทรัพย์การท่องเที่ยว ที่เราอยากจะแนะนำ คือ

“สวิตเซอร์แลนด์” มีครบทุกประสบการณ์ท่องเที่ยว

“สวิตเซอร์แลนด์” มีครบทุกประสบการณ์ท่องเที่ยว

199

กอร์เนอร์กราต, แซร์มัตต์ (Gornergrat,Zermatt) ทิวทัศน์อันงดงามของเทือกเขา “แมทเทอร์ฮอร์น”(Matterhorn) นั้นสามารถชื่นชมได้จาก “กอร์เนอร์กราต” ณ ระดับความสูง 3,089 เมตร กอร์เนอร์กราตนั้นล้อมรอบด้วยความมหึมาของเทือกเขาที่มีความสูงไม่น้อยกว่า 294,000 เมตร อย่าง “แมทเทอร์ฮอร์น อันตระหง่าน และ ยอดเขาดูฟัวร์ (Dufourspitze) รวมถึงธารน้ำแข็งที่ยาวเป็นอันดับ 3 ของเทือกเขาแอลป์ ที่นี่ให้รางวัลแก่ผู้มาเยือนด้วยมุมมองที่น่าตื่นตา   ตื่นใจสุดบรรยาย  ในฤดูร้อนคุณจะต้องประหลาดใจกับภาพสะท้อนของเทือกเขาแมทเทอร์ฮอร์น บนพื้นผิวของทะเลสาบ “ริฟเฟลเซ”

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #THECOMPASS ONE WORLD TOUR AND TRAVEL

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #THECOMPASS ONE WORLD TOUR AND TRAVEL

193

หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส #16 – หมู่บ้าน ‘ฟลาวิญี ซูร์ โอเซอแรง’ (Flavigny-sur-Ozerain, Côte-d’Or) โกตดิออร์ แคว้นบูร์กอญ ฟร็องช์-กงเตหมู่บ้านฟลาวิญีเข้าสู่บันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการเมื่อ 52 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” (Vercingetorix) ซึ่งผู้นำที่แข็งแกร่งผู้รวบรวมชนเผ่ากอล (Gauls) เข้าต่อกรกับทัพของ ‘จูเลียส ซีซาร์’ (Julius Caesar) ผู้นำของกองทัพโรมัน ในอเลเซีย (Alicia) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของพวกเขาหมู่บ้านเล็กๆ ในยุคกลางตั้งอยู่ทางตะวันออกของฝรั่งเศส สร้างขึ้นรอบๆ อารามเบเนดิกตินแห่งแซงปีแยร์ (Benedictine Abbey of Saint-Pierre) ซึ่งสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8ฟลาวิญีถูกจัดให้เป็นหนึ่งใน “หมู่บ้านที่สวยที่สุดของฝรั่งเศส” และยังเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่มีกลิ่นหอมมากที่สุดอีกด้วย กลิ่นหอมของโป๊ยกั๊กหรือ เม็ดยี่หร่า จะลอยออกมาจากโรงงานทำขนมที่กระจายอยู่ในทุกตรอกซอกซอยของหมู่บ้านเมืองที่ชีวิตดีงามน่าหลงใหลในความงดงามของสถาปัตยกรรมในยุคกลาง ฟลาวิญีบอกเล่าประวัติศาสตร์ในยุคกลางผ่านเชิงเทิน มีกำแพงที่แข็งแรงล้อมรอบถนนคดเคี้ยวแคบๆ ทึ่คดคี้ยวผ่านบ้านสไตล์เบอร์กันดีในยุคกลางแบบดั้งเดิม ประตูป้อมปราการ ตรอกซอกซอยที่ปูด้วยหิน ซึ่งล้วนเป็นพยานถึงความยิ่งใหญ่ในอดีตในปี 2000 หมู่บ้านฟลาวิญียังถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Chocolat ที่นำแสดงโดย Juliette Binoche และ Johnny Depp

SWITZERLAND: Scenic Railroads ดินแดนแห่งรถไฟ เที่ยวสวิส By THE COMPASS ONE WORLD TOUR AND TRAVEL

SWITZERLAND: Scenic Railroads ดินแดนแห่งรถไฟ เที่ยวสวิส By THE COMPASS ONE WORLD TOUR AND TRAVEL

203

SWITZERLAND: Scenic Railroads #16 – รถไฟสายภูเขาขบวน ‘โรเชอร์ เดอ เนย์’ Rochers-de-Nayeรถไฟฟันเฟืองขบวนเล็กๆ ที่ออกจากมองเทรอซ์จะพาเราขึ้นภูเขาไปยัง Rochers-de-Naye ที่ระดับความสูง 2,042 เมตรจากระดับน้ำทะเลที่งดงาม เป็นความสุขและเพลิดเพลินในเส้นทางผ่านเมือง Glion และ Caux ซึ่งมีโรงแรมหรูหราที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่แล้วตั้งอยู่เหนือทะเลสาบ ผ่านสวนอัลไพน์ La Rambertia ที่มีดอกไม้ และพันธุ์ไม้นานาพันธุ์กว่าพันชนิดที่เจริญเติบโตในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน และอาจจะได้พบกับ Marmot กระรอกที่มีขนยาวซึ่งเป็นกระรอกภูเขาของสวิสรถไฟสาย ‘Rochers-de-Naye’ เปิดให้บริการตลอดทั้งปี มีทิวทัศน์ที่สวยงามมากมายจากทั้งสองด้านของรถไฟ เมื่อรถไฟออกจากสถานีในเมืองมองเทรอซ์แล้วรถไฟจะผ่านเข้าสู่อุโมงค์ และเริ่มไต่ระดับความสูงทันที หลังจากนั้นประมาณ 15 นาทีรถไฟจะไปถึงหมู่บ้าน Glion ซึ่งอยู่เหนือเมืองมองเทรอซ์ 300 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่รถไฟไอน้ำขบวนแรกที่ไปยัง Rochers-de-Naye ที่ได้เปิดให้บริการในปี 1892หลังจากผ่านหมู่บ้าน Glion รถไฟจะออกจากพื้นที่ของเมืองมองเทรอซ์เข้าสู่เนินป่า มีจุดแวะพักหลายจุดระหว่างทาง หลังจาก La Perche อีกเพียงห้านาที และผ่านอีกสองอุโมงค์ก่อนที่รถไฟจะถึง Rochers-de-Naye โดยใช้เวลาในการเดินทาง 55 นาทีตลอดเส้นทางรถไฟจะเห็นทิวทัศน์มุมกว้างที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ จนเมื่อเราขึ้นไปถึงจุดหมายปลายทางจะต้องตะลึงกับทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาแอลป์ริเวียร่า และทะเลสาบเจนีวา และในวันที่อากาศดีเราอาจมองเห็นยอดเขา “ไอเกอร์” Eiger ทางตอนกลางของสวิสที่สูงจากระดับน้ำทะเล 3,970 เมตร และยอดเขา ‘มองบลังก์’ ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 4,807 เมตร ในฝรั่งเศสได้อย่างชัดเจน